การซื้อและติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ไม่ยาก

วันนี้ขอนำเสนอประสบการณ์เรื่องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ( แอร์ ) พอดีหลังจากที่ผมได้ปรับปรุงตกแต่งบ้านน้อยหลังงามเสร็จ ก็ต้องเตรียมติดตั้งเครื่องปรับอากาศสักตัว สำหรับเจ้าตัวเล็กของผม กลางคืนจะได้ไม่นอนร้อน หลับสบาย…. เลยได้มีโอกาสคุยกับช่างแอร์ และเก็บภาพขั้นตอนการติดตั้งเครื่องปรับอากาศมาให้เพื่อนสมาชิก Paidobaan.com ได้ชมกันครับ

ซึ่งกว่าจะลงตัวเรื่องการซื้อเครื่องปรับอากาศก็ต้องหาข้อมูลกันยกใหญ่ทีเดียวครับ เหตุเพราะว่าเป็นมือใหม่ เคยแต่เช่าคอนโดที่เจ้าของเค้าติดไว้ให้ใช้งานเรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีข้อมูล ไม่เคยสนใจ เรื่องเหล่านี้ เลยครับ ใช้อย่างเดียว เปิดแล้วนอนเย็นดีเป็นพอ สิ้นเดือนก็จ่ายค่าไฟ เท่านั้นเอง … แต่คราวนี้ละซิ ต้องเลือกและซื้อเครื่องปรับอากาศด้วยตนเอง คำถามตามมาเพียบเลยครับ เช่น

ห้องนอนของเรากว้างกี่ตารางเมตร ?

อันนี้ก็ไม่รู้จักเลยว่าตารางเมตรคำนวณอย่างไร สุดท้ายได้คำตอบคือ กว้าง X ยาว ครับ เช่น ห้องกว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร = ห้องนอน 24 ตารางเมตร ครับ เราต้องรู้พื้นที่ห้องของเราก่อนครับ ก่อนที่จะเลือกว่าใช้แอร์ขนาดเท่าไรดี เช่น 9,000 BTU 13,000 BTU 18,000 BTU จะได้บอกให้ช่างแอร์ได้ว่าห้องนอนของเราขนาดเท่านี้เท่านั้น กี่ตารางเมตร เค้าจะได้ประเมินขนาดของแอร์ที่เราจะใช้ได้อย่างถูกต้องครับ

 

BTU คืออะไร  ?

ผมก็เพิ่งเคยได้ยินคำว่า BTU ครับ ช่างแอร์บอกว่าคือ “ขนาดทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ”

ส่วนตัวผมก็ไม่รู้เรื่องการคำนวณ BTU เลยครับ อาศัยอ่านเอาในเว็บที่เค้าทำเป็นตารางเปรียบเทียบไว้ให้แล้วครับว่าพื้นที่ขนาดกี่ตารางเมตร เป็นห้องรับแสงแดดมาก หรือรับแดดน้อย ควรใช้แอร์กี่ BTU ลองค้นหาอ่านดูครับ จะได้ประเมินคร่าวๆด้วยตนเองได้ก่อนครับ …

ถ้าหากเราติดเครื่องปรับอากาศในห้องขนาดใหญ่ แต่ใช้เครื่องปรับอากาศที่ BTU น้อยๆ จะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักครับ ห้องจะเย็นช้ามาก ต้องนั่งรอความเย็นเหงื่อตกกันทีเดียวครับ ใช้เวลานานกว่าจะตัดการทำงานที่อุณหภูมิตามที่เราต้องการเป็นผลทำให้เราต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงครับ ถ้าเราใช้เครื่องปรับอากาศที่มี BTU เหมาะสมกับห้องนอนของเรา ห้องนอนก็จะเย็นเร็ว เย็นพอดี และไม่เปลืองค่าไฟครับ

Tips สำหรับบ้านที่มีห้องนอนขนาดใหญ่มาก แต่มีงบประมาณไม่ถึงที่จะติดเครื่องปรับอากาศที่มี BTU มากๆ และอยากประหยัดงบ ก็แนะนำทำม่านกั้นแบบเลื่อนไปมาก็ได้ครับ จะได้ประหยัดงบใช้เครื่องปรับอากาศตัวเล็ก ห้องเย็นเร็วและประหยัดไฟ

ซื้อเครื่องปรับอากาศยี่ห้อไหนดี ?

คำถามนี้ทำให้ผมคิดนานครับ

  1. ซื้อเครื่องปรับอากาศยี่ห้อไหนดีคำถามนี้ก่อนอื่นที่จะถามตัวเราเอง ผมคิดว่าควรถามเงินในกระเป๋าเราก่อนครับ ว่าจะเอายี่ห้อนั้นนี้จะดีไหมครับ อย่าลืมว่ายิ่งเครื่องปรับอากาศที่ BTU เยอะๆ ไม่ว่ายี่ห้อไหนๆก็ราคายิ่งแพงครับ
  2. ส่วนตัวผมเลือกใช้แอร์ยี่ห้อที่มีอะไหล่และศูนย์บริการเยอะๆครับ แอร์บางยี่ห้อถูกกว่าจริงครับ แต่เวลาใช้ไปสักระยะอย่าลืมว่า ”ทุกอย่างบนโลกนี้ ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป” แน่นอนว่าต้องมีวันที่เครื่องปรับอากาศมีปัญหาแน่ๆครับ ถ้าเราจ่ายแพงกว่ายี่ห้ออื่นๆนิดหน่อย เวลาเครื่องมีปัญหา เราหาช่างซ่อม หาอะไหล่ หาศูนย์บริการง่าย ก็สมควรที่จะจ่ายครับ
  3. ให้ดูเรื่องระยะเวลาการรับประกันด้วยครับ ส่วนใหญ่ตัวแอร์ก็รับประกันประมาณ 1 ปี ส่วนคอมเพรสเซอร์อยู่ที่ 5 ปีครับ
  4. น้ำยาแอร์ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการเลือกเครื่องปรับอากาศนะครับ เพราะเรื่องปรับอากาศรุ่นที่ใช้น้ำยาแอร์ R22 จะมีราคาถูกและประหยัดกว่าเครื่องปรับอากาศที่ใช้น้ำยาแอร์รุ่นใหม่ R410A แต่ว่าถ้าใช้ R410A จะเป็นมิตรกับธรรมชาติมากครับ แต่จะเปลืองเงินในกระเป๋าเรา ลองเลือกและหาข้อมูลเพิ่มเติมกันดูครับ ส่วนตัวผมใช้น้ำยาแอร์ R22 ครับ เพราะประหยัดเงินในกระเป๋าครับ และใช้งานได้เหมือนกันครับ

แล้วจะซื้อเครื่องปรับอากาศที่ไหนดีล่ะ ?

เมื่อมีรุ่นและยี่ห้อเครื่องปรับอากาศในใจแล้ว ผมแนะนำให้เพื่อนทดลองเปรียบเทียบราคาร้านขายเครื่องปรับอากาศบนอินเทอร์เน็ตดูครับ เราจะได้รู้ราคาคร่าวๆครับ และซื้อเครื่องปรับอากาศได้ไม่ผิดราคามากครับ ส่วนใหญ่เวลาเราซื้อเครื่องปรับอากาศจะต้องจ่ายเงินค่าเครื่องปรับอากาศและค่าบริการติดตั้งด้วยครับ บางร้านบอกว่าซื้อเครื่องปรับอากาศฟรีค่าติดตั้ง ผมลองคิดดูแล้วครับราคาพอพอกันครับเค้าบวกไปในราคาเครื่องเรียบร้อยแล้ว 555 จากนั้นให้ถามบริการหลังการขายครับว่ามีอะไรให้เราบ้างครับเช่นล้างแอร์ฟรีไหม  สามารถมีช่างมาติดตั้งในพื้นที่ที่เราอยู่รึเปล่า และก็อย่าลืมขอส่วนลดล่ะครับ

อีกทางเลือกหนึ่งคือถามเพื่อนบ้านหรือคนรู้จักว่าเค้าติดเครื่องปรับอากาศกับร้านไหนแล้วลองโทรไปถามช่างดูครับ ถ้าราคา OK ก็อาจใช้บริการร้านที่เคยมาทำให้เพื่อนบ้านหรือคนรู้จักก็ได้ครับ เพราะเพื่อนบ้านเห็นผลงานการติดของเค้าแล้วก็คงไว้ใจในเรื่องการติดตั้งได้ระดับหนึ่ง การติดเครื่องปรับอากาศมีหลายขั้นตอนครับ ช่างที่มาติดตั้งก็ต้องมีฝีไม้ลายมือดี ทำงานได้ละเอียด

หรือถ้าทั้ง 2 ทางเลือกด้านบนยังคงหาซื้อไม่ได้ก็แนะนำไปเดิน HomePro สาขาใกล้บ้านหรือซื้อตามห้างสรรพสินค้าครับ เช่นเดียวกันครับมีโปรซื้อเครื่องพร้อมฟรีค่าติดตั้ง (รวมไปในราคาเครื่องแล้วครับ ) แต่ Sale บอกว่ามีช่างจากศูนย์มาติดตั้งให้ครับเราครับ และอาจได้โปรผ่อน 0% กี่เดือนก็ว่าไป และได้สะสมแต้มกับห้างสรรพสินค้าครับ อันนี้ก็เลือกซื้อกันตามใจชอบนะครับ

หลังจากที่เก็บความรู้เต็มที่ ก็ถึงเวลาที่ผมจะให้ช่างมาติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้วครับ  ผมได้เก็บภาพการติดตั้งเครื่องปรับอากาศมาให้เพื่อนชมกันครับ…

Mitsubishi Electric Mr.SLIM

มาแล้วครับใหม่แกะกล่องเลยครับกับ Mitsubishi Electric Mr.SLIM ตัวคอมเพรสเซอร์สีออกเทาอ่อนๆ วัสดุดูมาตราฐานทนแดด ทนฝน

แอร์

ส่วนนี้เป็นตัวเครื่องปรับอากาศครับ Design เรียบ ง่าย สีขาว เล็กกะทัดรัดครับ

วัดความกว้างความยาว

พี่ช่างทำการวัดความกว้างความยาวเพื่อจะติดตั้งตัวเครื่องปรับอากาศเข้ากับผนังบ้านครับ ผมเลือกติดด้านข้างหน้าต่างครับ พอดีมีพื้นที่วาง คอมเพรสเซอร์พอดีบริเวณนอกหน้าต่างครับ จะได้ไม่ต้องเดินท่อแอร์ยาวไปครับ

วัดระดับ แขวนแอร์

ทำการวัดระดับ เพื่อเตรียมติดเครื่องปรับอากาศครับ วัดเพื่อเวลาติดแล้วจะได้ไม่เอียงซ้ายเอียงขวาครับ

เจาะรู แขวนแอร์

หลังจากที่ได้วัดระดับที่แน่นอนแม่นยำแล้ว พี่ช่างก็ใช้สว่านเจาะปูนเจาะรูเพื่อใส่น็อตยึดแผ่นแขวนเครื่องปรับอากาศครับ

ยึดด้วยน๊อต

ติดแผ่นสำหรับแขวนเครื่องปรับอากาศแล้วครับ โดยยึดด้วยน๊อต มั่นคงทีเดียวครับ

เจาะกำแพง ร้อยท่อแอร์

จากนั้นใช้สว่านเจาะกำแพงให้ทะลุครับ สำหรับให้ใส่ท่อแอร์เพื่อเชื่อมกับตัวคอมเพรสเซอร์ที่จะนำไปตั้งไว้ด้านนอกหน้าต่างครับ ขั้นตอนนี้มีฝุ่นเยอะครับ ถ้าอยากให้สะอาดอยากแนะนำให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดระหว่างเจาะครับ หรือใช้สว่านแบบมีเครื่องดูดฝุ่นก็ได้ครับ จะช่วยให้บ้านเลอะน้อยลงครับ

ท่อทองแดง

ส่วนนี้เป็นท่อแอร์ครับ เป็นท่อทองแดงครับ ทนต่อสนิมครับ และแพงด้วย

ต่อสายไฟเครื่องปรับอากาศ

จากนั้นพี่ช่างเปิดฝาเครื่องปรับอากาศและต่อสายไฟสำหรับเครื่องปรับอากาศและต่อท่อแอร์ครับ

ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ

นำท่อแอร์และสายไฟที่ต่อเสร็จแล้ว รอดออกทางรูผนังที่เจาะไว้แล้วครับ เพื่อเชื่อต่อกับตัวคอมเพรสเซอร์ด้านนอกครับ

เดินรางเก็บท่อแอร์

ภาพจากหน้าบ้านครับ จะเห็นว่าสายไฟและท่อแอร์ถูกรอดออกมาแล้วครับ และเพื่อความเรียบร้อยสวยงาม ผมให้พี่ช่างเดินสายไฟและท่อแอร์ลงรางสี่เหลี่ยมอีกทีครับ และไม่มีท่อสี่เหลี่ยมก็ใช้ผ้าเทปม้วนเอาก็ได้ครับ

ดัดท่อแอร์

ทำการดัดท่อทองแดง ให้เข้ารูปพอดีกับพื้นที่ เพื่อจะเอาไปต่อเข้ากับคอมเพรสเซอร์ด้านนอกครับ

ขาตั้งคอมเพรสเซอร์

พี่ช่างใส่ขาตั้งเป็นลูกยางครับ ช่วยให้คอมเพรสเซอร์ยึดติดกับพื้นไม่เคลื่อนที่ตอนใช้งานจริงครับ

ต่อสายไฟคอมเพรสเซอร์

ไขน็อตด้านข้างคอมเพรสเซอร์เพื่อต่อสายไฟครับ

ใส่ไส้กรองฝุ่นแอร์

ใส่ไส้กรองฝุ่นด้านนอกให้กับตัวเครื่องปรับอากาศครับ จะได้ช่วยกรองฝุ่นให้อีกชั้นหนึ่งครับ ส่วนนี้พี่ช่างแนะนำว่าให้ถอดแผ่นกรองสีน้ำเงินออกมาเคาะๆทำความสะอาด ทุกๆอาทิตย์ได้จะดีมากๆครับ อากาศจะสะอาดขึ้นมาระดับหนึ่ง

ติดตั้งคอมเพรสเซอร์แอร์

ถึงเวลายกคอมเพรสเซอร์ออกไปติดตั้งด้านนอกแล้วครับ ท่าทางหนักทีเดียวครับ

ต่อท่อทองแดงกับตัวคอมเพรสเซอร์

ทำการต่อท่อทองแดงที่ดัดไว้เข้ากับตัวคอมเพรสเซอร์ ในส่วนของคอยล์ร้อนและคอยล์เย็นครับ ขึ้นตอนนี้ต้องใช้ฝีมือในการดัดท่อทองแดงให้พอดีกับพื้นที่และช่องเสียบที่ตัวตัวคอมเพรสเซอร์ด้วยครับ

แวคคัมแอร์

สุดท้ายเมื่อต่อท่อทองแดงและสายไฟต่างๆเสร็จ ก็ทำการแวคคัมแอร์เพื่อไล่ความชื้นในท่อครับ ทำอยู่นานประมาณเกินครึ่งชม.ครับ ปล.ขั้นตอนนี้ควรทำนะครับ พี่ช่างเก่งๆเค้าไม่มองข้ามกันครับ

 

Update การล้างแอร์

วันนี้ผม Mr.Bell มีความรู้เกี่ยวกับการล้างแอร์ มาฝากเพื่อนๆครับ สำหรับมือใหม่หลายคนมีคำถามว่าติดแอร์แล้วยังต้องล้างด้วยหรือ แน่นอนครับแอร์ก็เหมือนพัดลมนั่นหล่ะครับ หากเพื่อนๆปล่อยทิ้งไว้นานๆก็จะมีฝุ่นติดหนาแล้วก็ไม่เย็นครับ แถมเรายังได้รับอากาศผสมฝุ่นด้วยครับ อิอิ

แล้วจะล้างแอร์เมื่อไรดีละ?
เมื่อครบหกเดือนครับ ควรล้างทุกๆ 6 เดือน เพื่ออากาศที่ดีภายในห้องครับ

ช่างจะทำการแกะชิ้นส่วนต่างๆที่ติดฝุ่นออกไปล้างครับ โดยใช้ปั้มน้ำแรงดันสูงและใช้วิธีการเป่าลมให้แห้งครับ แล้วก็ประกอบตามปกติ จากนั้นต้องตรวจสอบน้ำยาแอร์ด้วยครับ R22 ว่าเหลือน้อยหรือไม่ ส่วนใหญ่จะเติมประมาณ 80 ปอนด์ครับ หลังจากใช้ไปหกเดือนก็จะลดลงประมาณ 15 ปอนด์ครับ ก็ให้เติมให้เต็มครับ ช่างที่ผมใช้บริการอยู่เค้าจะเติมให้ฟรี 10 ปอนด์ครับ ส่วนที่เหลือก็ออกเงินเองครับปอนด์ละ 15 บาท

เพื่อนๆต้องดูดีๆนะครับการล้างแอร์นอกจากจะมีค่าล้างแอร์ประมาณ 400 บาทแล้ว ยังมีค่าน้ำยาแอร์อีก ตรงน้ำยาแอร์ต้องดูที่เครื่องวัดให้ดีนะครับอาจมีการบอกตัวเลขที่ไม่ตรงก็ได้ต้องดูด้วนตนเองครับ รอบน้ำผมเสียค่าน้ำนาแอร์ไปประมาณ 300 บาทเนะครับ เพราะใช้มา 1 ปีไม่เคยเติมเลย เหลือในระบบแค่ 40 ปอนด์เองครับ จึงต้องเสียเงินเติมเยอะหน่อย

ช่างบอกว่าหากน้ำยาแอร์หมดอาจทำให้คอมเพลสเซอร์พังได้ครับ

จบแล้วครับ ไว้โอกาสต่อไปจะเอาเรื่องราวดีดี มาแบ่งปันเพื่อนๆอีกนะครับ หรือถ้าเพื่อนๆมีเทคนิคดีๆเกี่ยวกับการเลือกแอร์ สามารถมาแบ่งบันกันได้ที่ www.Paidobaan.com นะครับจะเป็น comment ด้านล่าง หรือ Email มาแนะนำให้ผมเพิ่มข้อมูลก็ได้ครับ

Mr.Bell

3 Comments

  • Peera says:

    เขียนดีครับ เรื่องการติดตั้ง
    แต่เรื่องที่เติมน้ำยาไป 300 บาท เพราะใช้งานมา 1 ปีไม่เคยเติมเลย
    แอร์บ้าน ไม่เหมือนแอร์รถ 10 ปี ถ้าไม่รั่ว ไม่ต้องเติมเลยครับ
    การที่ช่างมาล้างแล้วบอกว่าเติมน้ำยาแอร์ เป็นเรื่องโกหกเพื่อต้องการเงิน
    การที่จะเติมได้ ต้องมีการขาดน้ำยาแอร์ การจะขาดได้ต้องมีจุดรั่ว
    หากเติมไปโดยไม่แก้ไขหารอยรั่วก่อน ไม่นานก็รั่วหายหมด

    ส่วนรถยนต์มีโอกาสที่น้ำยาจะหายได้เพราะความสั่นสะเทือนของรถมีมาก
    รั่วทีละนิดละหน่อย 3-4ปี น้ำยาขาด พบเจอได้เป็นปกติ

    • TOM says:

      ขอบคุณครับ เป็นประโยชน์มากเลยครับ ได้ความรู้เพิ่มขึ้นดีทีเดียว

  • อภิบาล says:

    ให้ความรู้ขั้นตอนการติดตั้งแอร์ดีมากครับ ขอบคุณครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *